คุณสัมฤทธิ์ เพ็งพิน (หนุ่ย)
ศิษย์เก่าหลักสูตร Aircraft Maintenance Engineer License Course: AMEL รุ่นที่ 49
✈✈เตรียมตัวสำหรับทุกโอกาสอยู่เสมอ
“ผมมีคุณน้าและคุณตาที่ทำงานเป็นช่างอยู่การบินไทย เมื่อสมัยสิบกว่าปีที่แล้ว ทำให้ผมก็มีความสนใจด้านช่าง เลยได้รับคำแนะนำจากท่าน ให้เลือกสาขา AM (AirCraft Mantanance) นี่ล่ะครับ”
นั่นคือจุดเริ่มต้นการเป็นนักศึกษา สบพ. ของ สัมฤทธิ์ เพ็งพิน ผู้ที่ความสนใจ ใฝ่รู้ และอัธยาศัยไมตรี รวมถึงท่าทีที่เป็นมิตร นำพาให้เค้าประสบความสำเร็จอย่างในปัจจุบัน
“ผมเลือกหลักสูตร Aircraft Maintenance เพราะว่าเราอยากจะซ่อมเครื่องบินแบบทั้งลำ ไม่ใช่แค่ซ่อมเฉพาะส่วน ซึ่งใช้เวลาเรียน 2 ปี วุฒิก็เทียบเท่าอนุปริญญาครับ แต่จบแล้วจะได้ใบอนุญาต ได้ Certificate เพราะนายช่างภาคพื้นดินของ สบพ. ถือเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจาก กพท. ดังนั้นนักศึกษาที่จบจากหลักสูตรนี้จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเข้าทดสอบภาคปฏิบัติ (Skill Test) เพราะถือว่าในหลักสูตรมีการฝึกอบรมภาคปฏิบัติ รวมทั้งมีการทดสอบภาคปฏิบัติอยู่แล้วในตัว และยังได้รับการยกเว้นไม่ต้องผ่านการฝึกอบรมในหลักสูตร Unpressurized Piston Engine Aircraft เนื่องจากถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรแล้ว นอกจากนี้ ยังได้รับสิทธิพิเศษในการเก็บประสบการณ์เพียงแค่ 2 ปี จากปกติ 4 ปี ก็จะได้รับใบอนุญาตเลยด้วยครับ โชคดีที่มีที่ปรึกษาเป็นคนในครอบครัวครับ
ระหว่างที่เรียนก็ไปติดต่อบริษัทที่ญาติของผมทำงานอยู่ เพื่อขอไปฝึกงานในช่วงปิดเทอม ผมเลยมีโอกาสไปฝึกงานทั้งต่างประเทศและที่สุวรรณภูมิ โดยได้ชวนเพื่อนไปด้วย แล้วก็กลับมาเรียนต่อ ทำแบบนี้ทุกปิดเทอม จนเรียนจบ 2 ปี ผมก็ไปทำงานในบริษัทที่ไปฝึกงานครับ ระหว่างทำงานก็เรียนต่อให้ได้วุฒิปริญญาตรีที่ มสธ. โดยอ่านหนังสือแล้วไปสอบ”

❤เมื่อถามถึงเส้นทางการทำงานหลังจากได้สั่งสมวิชาความรู้จาก สบพ. สัมฤทธิ์ เล่าต่อว่า
“ผมมีความตั้งใจว่าอยากไปทำงานกับ บริษัท บางกอกแอร์เวย์ เพราะเป็นที่ทราบกันดีถึงสวัสดิการและการคัดเลือกบุคลากรเข้าทำงาน ผมจึงไปสมัครงานกับ บางกอกแอร์เวย์ไว้ หลังจากที่เรียนจบผมได้ทำงานที่สนามบินหัวหิน ซึ่งทำอยู่ไม่กี่เดือน บางกอกแอร์เวย์ก็เรียกผมไปสัมภาษณ์ ซึ่งสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษทำให้ผมตื่นเต้น รวมถึงผมไม่มีประสบการณ์ ทำให้ตกสัมภาษณ์รอบสุดท้าย ในการสมัครครั้งแรกค่อนข้างผิดหวังพอสมควร ในตอนนั้นผมก็ยังคงทำงานที่หัวหินเหมือนเดิม โดยในช่วงนั้น เวลาว่างผมชอบปั่นจักรยาน ประกอบกับที่หัวหินมีฝรั่งปั่นจักรยานเยอะ ผมจึงเริ่มฝึกสนทนากับเขา เพื่อเป็นการแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเอง เพราะที่ สบพ. ถึงแม้จะเรียนเป็นภาษาอังกฤษ ข้อสอบ ตำรา เป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็ยังไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการพูดหรือสื่อสารมากนัก ซึ่งการ ฟัง พูด อ่าน เขียน สกิลคนละอย่าง เพราะฉะนั้นต้องใช้ให้ครบครับ
หลังจากนั้น 4 เดือน บางกอก แอร์เวย์ ก็โทรมาอีกครั้ง รอบนี้ไม่ต้องสอบข้อเขียน มาสอบสัมภาษณ์อย่างเดียวอีก 2 รอบสุดท้าย จนผมได้เข้าไปทำในตำแหน่ง Line Maintenance Mechanic ครับ ทำอยู่ประมาณ 2 ปี จากนั้นผมก็ มาสมัครงานในตำแหน่ง Technical Service Officer ที่ ไทยไลอ้อนแอร์ ซึ่งจะทำงานหลักๆ อยู่ที่ออฟฟิตของช่าง ไม่ได้อยู่ที่ลานจอดเครื่องบินเหมือนตอนที่ทำงานอยู่ที่บางกอกแอร์เวย์ หน้าที่หลักๆ คือ คอยสื่อสาร และขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงกับผู้ผลิตเครื่องบินที่สายการบินผมใช้งานอยู่ เหมือนเป็นตัวกลางซัพพอร์ตให้ทีมเราทำงานได้ราบรื่น รวดเร็ว และมีความปลอดภัยตามคู่มือการซ่อมบำรุง และทำให้เครื่องบินนั้นมีความสมควรเดินอากาศอยู่เสมอ ซึ่งระหว่างนั้น ไทยไลอ้อนแอร์ มีโปรเจ็กต์ Thai Lion Air Training Center ผมก็ถูกเลือกให้มาเป็น Flight Simulator Manager ของศูนย์ Thai Lion Air Training Center นวนคร หลังจากทำศูนย์ฝึกจนเสร็จ สร้างทีมที่นั่นขึ้นมา แล้วก็ดูแลควบคุมอยู่ที่นั่นเกือบๆ 3 ปี ผมก็ถูกเรียกกลับไปอยู่ที่ดอนเมือง ในตำแหน่งปัจจุบันคือ Technical Service Manager” แต่ระหว่างนั้นก็ทำงานเกี่ยวกับเครื่องบินทางด้าน Technical Service อยู่ต่อเนื่อง ก็คือทำอยู่ 2 ที่ทั้งที่ดอนเมือง และศูนย์ฝึก Training Center นวนคร ด้วย
💙ความมุ่งมั่น ความทุ่มเท หรือความอดทน สิ่งไหนที่ทำให้ สัมฤทธิ์ เพ็งพิน ศิษย์เก่าคนเก่งมีวันนี้
“ที่ผ่านมายากนะ เพราะเราเรียนมาก็จริง เรารู้ทุกอย่างว่าอะไรเป็นอะไร แต่ในการทำงานหลายๆ อย่างก็ไม่ใช่แค่ในตำรา ต้องมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มีเพื่อนร่วมงาน มีหัวหน้า มีลูกทีม ยิ่งพอเริ่มเป็นหัวหน้าก็ต้องเริ่มบริหารจัดการคน ซึ่งก็ถือว่าเป็นบททดสอบความท้าทายที่ดี ซึ่งที่ผ่านมา ผมว่าผมโชคดีนะ ที่มีทีมที่ดี และผมก็ให้ความสำคัญกับพวกเค้า ส่วนเรื่องงาน สายการบินจะมีการเรียน การอบรม ซึ่งต้องทบทวนตลอดเวลา เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงพัฒนาอยู่ตลอด ซึ่งผมคิดว่าสามารถฝึกกันได้ครับ
สำหรับ สบพ. มีส่วนในความสำเร็จของผม เพราะว่า สบพ. มีสอน 2 อย่าง ก็คือ Knowlegde และ Skill ทั้งเครื่องมือที่ สบพ. มี ซึ่งที่อื่นไม่ได้มีแบบ สบพ. รวมถึงที่ผมบอกว่าเรียน AM ที่ สบพ. จะได้สิทธิพิเศษในการสั่งสมประสบการณ์แค่ 2 ปี แล้วสอบได้ใบอนุญาตเลย ผมเป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งใช้เวลา 2 ปี แล้วไปสอบ และในการสอบ เป็นสิ่งที่ผมเคยเรียนมาหมดแล้ว เคยทำสเตชั่นพวกนั้นมาหมดแล้วที่ สบพ. ครับ

✈️✈️เรื่องเล่าที่จริงจัง และทุ่มเทในการทำงานตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ขัดแย้งกับน้ำเสียงสนุกสนานในบทสทนา ทำให้ต้องถามถึงชีวิตตอนเรียนของ สัมฤทธิ์ เพ็งพิน
“ผมเป็นเด็กที่หัวดีนะ แต่จะขี้เกียจบ้าง แต่ผมจะตั้งใจเรียนในห้อง สงสัยอะไรก็ถามเลยทันที จะได้ไม่ต้องเก็บมาสงสัย แล้วก็ปล่อยผ่านเลยไป เด็ก สบพ. เราก็เรียนกันแค่ในห้อง คือ เช้าเรียนทฤษฎี บ่ายก็ลงมือปฏิบัติ ใน workshop เพราะฉะนั้นต้องตั้งใจเรียนในห้องให้เต็มที่ครับ ส่วนเวลาว่างอื่นๆ ก็มีเที่ยว มีทำกิจกรรม มีความปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ทำอะไรด้วยกันเยอะมากๆ ตลอดเวลาที่ทำการเรียน พอสนิทกันแล้ว มาทำงานกับเครื่องบินที่มันลำใหญ่มากๆ นะครับ ซ่อมคนเดียวมันไม่ได้แน่นอน ทำงานต้องเป็นทีมเวิร์คครับ เรียกว่าต้องรู้ใจกันเลย
ผมประทับใจ สบพ. ตั้งแต่แรกเข้า เครื่องแบบก็ไม่เหมือนใคร แล้วที่นี่อยู่กันแบบ Seniority มากเลย มีความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง ช่วยเหลือ พึ่งพากันได้ นอกจากนี้ ปัจจุบันที่ผมเข้าไปหาอาจารย์ ไปพบท่านผู้ว่าฯ ก็รู้สึกว่าหลังจากเราจบไปแล้วทุกอย่างก็ยิ่งดีขึ้นหมดเลย
สิ่งที่ผมอยากให้เกิดการพัฒนาก็คือ วิชาเกี่ยวกับการสื่อสารภาษาอังกฤษ หรือภาษาที่ 3 ครับ เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับน้องๆ อาจจะเป็นวิชาที่พูดคุยกับอาจารย์ชาวต่างชาติแบบไม่ซีเรียสนะครับ เป็นการสนทนาคลาสจริงๆ ฝึกการใช้สกิลพูดคุยเป็นภาษาที่ 3 นอกจากนี้ อาจจะมีการบรรจุจรรยาบรรณวิชาชีพ เพราะการทำงานสายการบินเป็นอาชีพบริการ ไม่ว่าจะในส่วนใดต้องมี Service Mind ต้องรักในการบริการ ผมรู้สึกว่าต้องมีการปลูกฝังครับ

สำหรับน้องๆ ต้องเตรียมตัวให้พร้อม เกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ ทำสิ่งตรงหน้าของคุณให้ดีที่สุด ก็คือเรียนให้ได้เกรดดีๆ เพราะว่าสิ่งแรกเลยที่คน ที่มีหน้าคัดกรองเราไปทำงานจะดูได้ก่อนเจอหน้าเราก็คือ ใบ Transcript ที่เราเรียนจบมานั่นละครับ ต้องเตรียมตัวให้ดีครับ แล้วอีกอย่างหนึ่งคือ อย่าเลือกงาน มีโอกาสต้องทำไปก่อน สะสมประสบการณ์ให้ได้มากที่สุดครับ”